ขัวญจีรา แซ่หว้า

“ที่ไหนมีแหล่งน้ำที่นั่นจะมีสิ่งมีชีวิต”

ฉันมักจะได้ยินคำนี้บ่อยๆ มนุษย์ใช้ชีวิตกับแหล่งน้ำอยู่เสมอทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพราะน้ำเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต เป็นแหล่งธัญญาหารที่อุดมสมบูรณ์ให้กับพืช สัตว์ และมนุษย์ หากแหล่งน้ำสูญสิ้น สิ่งมีชีวิตก็จะสูญสิ้นตามไปด้วย

            ทุกวันหลังเลิกเรียนพี่ชายของฉันและเพื่อนๆ จะพากันไปเล่นน้ำข้างหมู่บ้าน โดยมีฉันตามไปด้วย นี่คือความทรงจำที่ฉันพอจำได้ หากพูดถึงสายน้ำประจำหมู่บ้าน

            ฉันเคยถามพ่อว่าชื่อหมู่บ้านของเรามาจากอะไร พ่อตอบฉันว่า

 “ชื่อหมู่บ้านมาจากชื่อลำห้วยที่ไหลผ่านหมู่บ้าน สมัยก่อนมันมีความอุดมสมบูรณ์มาก ในช่วงฤดูฝน ทุกคนจะสานไซดักปลาไปวางตามริมห้วย จึงเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านว่าห้วยน้ำไซ”

พ่อเล่าต่อว่าหลังจากมีการปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์ปี 2526 ผู้นำหมู่บ้านได้พาทุกคนมาตั้งถิ่นฐานบริเวณห้วยน้ำไซ อ.นครไทย จ.พิษณุโลก

 มีต้นน้ำที่ไหลมาจากอุทยานภูหินร่องกล้า โดยมีลำห้วย 5 สายมารวมกันคือ ห้วยน้ำกกทา ห้วยน้ำโป่ง ห้วยน้ำพุทธ ห้วยน้ำแดง และห้วยน้ำยาง 

ด้วยเหตุผลนี้สถานที่ตรงนี้จึงเป็นแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ เนื่องจากมีกุ้ง หอย ปู ปลา ที่ไหลตามน้ำมา ชาวบ้านจะคอยจับปลาและหาพืชที่เกิดตามริมน้ำมากินเป็นอาหาร ใช้ในการทำการเกษตร น้ำประปาที่ใช้ในปัจจุบันก็ต่อมาจากห้วยน้ำโป่ง ห้วยน้ำกกทา ห้วยน้ำขมึน  และห้วยน้ำยาง

ในแต่ละปีจะมีการจัดคนไว้ดูแลท่อน้ำ 2 คน โดยจะเสียเงินค่าบำรุงคนละ 20 บาทต่อปี เป็นค่าตอบแทนให้กับคนที่รับผิดชอบและค่าอุปกรณ์ซ่อมแซม ถ้าเสียเล็กๆ น้อยๆ สองคนนี้จะไปดูแลและซ่อมแซม แต่ถ้าท่อน้ำเกิดเสียหายหนัก คนดูแลจะกลับมารายงานผู้ใหญ่บ้าน จากนั้นผู้ใหญ่บ้านจะขอให้ชาวบ้านทุกคน ส่งตัวแทนของบ้านแต่ละหลังไปช่วยกันซ่อมแซม ในแต่ละปีมีการส่งตัวแทนไปช่วยกันสำรวจต้นน้ำด้วยเช่นกัน

หลายปีก่อนหน้านี้มีชาวบ้านบางกลุ่ม ใช้เครื่องช็อตไฟฟ้าจับปลาแทนการดักจับปลาแบบเก่า ส่งผลให้ปลาในลำห้วยใกล้สูญพันธุ์ลงทุกที  มีการตัดไม้บริเวณริมห้วยเพื่อทำการเกษตร และใช้สารพิษในการกำจัดศัตรูพืชมากเกินไป จึงทำให้หน้าดินเสียหายดินไม่อุ้มน้ำ ในช่วงฤดูฝนน้ำจะไหลลงห้วยอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำป่าไหลหลาก ผลผลิตทางการเกษตรที่อยู่ใกล้ริมห้วยก็ได้รับความเสียหายไปด้วย ส่วนช่วงฤดูแล้งน้ำจะแห้งลงอย่างรวดเร็ว พืชริมน้ำที่เกิดตามธรรมชาติล้วนตายหมด เกิดปัญหาน้ำไม่พอใช้ในการทำการเกษตร อีกทั้งไม่พอใช้ในครัวเรือน 

ฉันถามพ่อว่าวันนี้รู้สึกอย่างไรที่ห้วยน้ำไซเปลี่ยนแปลงไปพ่อตอบว่า 

“สมัยก่อนพ่อชอบมาเล่นน้ำกับเพื่อน มาตกปลาเวลามาเลี้ยงวัว ถ้าลำห้วยนี้หายไปพ่อคงรู้สึกเหมือนความทรงจำในวัยเด็ก และช่วงเวลาดีๆ ได้หายไปด้วย เพราะถ้าวันไหนน้ำในลำห้วยแห้งเหือด แสดงว่าต้นน้ำที่เราใช้ในทุกวันนี้ ก็กำลังจะแห้งไปเหมือนกัน”

            ปัจจุบันมีการสนับสนุนให้มีการสร้างฝายแม้ว 2-3 จุดในลำห้วยแต่ละสาย เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ทำการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง และเป็นการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับวัชพืชที่เกิดตามริมน้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งมีการงดการจับปลาในเขตที่มีการสร้างฝายน้ำ

ในส่วนของการเกษตร ได้ใช้การไถพรวนหน้าดินแทนการเผา เพราะเป็นการรักษาจุลินทรีย์ให้กับดิน อีกทั้งมีการปลูกหญ้าแฝกเพื่อเป็นการรักษาหน้าดิน และทำการเกษตรแบบนาขั้นบันได เพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดิน ไม่ให้ดินถูกกัดเซาะหรือถูกพัดพาไปโดยง่าย แต่ที่ผ่านมาทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายไปเยอะมาก จึงต้องใช้ระยะเวลานานในการฟื้นฟู

สำหรับฉันแล้วภาพในความทรงจำกับลำห้วยแห่งนี้มีอยู่ไม่น้อย การไปเล่นน้ำทุกวันหลังเลิกเรียน เสาร์อาทิตย์ก็ตามพี่ชายไปตกปลา ทุกเย็นฉันจะช่วยน้าตักน้ำมารดน้ำผัก ฉันอยากมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ลำน้ำแห่งนี้ให้คงอยู่ตลอดไป

และหากเรารักษาแหล่งน้ำนี้ไว้ได้ เรายังสามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำไปได้อีกนาน เพราะน้ำเป็นปัจจัยสำคัญของชีวิต ถ้าน้ำในห้วยน้ำไซหยุดไหลเมื่อไหร่ คงเป็นสัญญาณที่บอกว่าลำน้ำทั้ง 5 สายกำลังจะสิ้นไปแล้วเหมือนกัน ถึงคราวนั้นทุกอย่างคงสายเกินไป


บทความนี้ได้รับการสนับสนุนโดย: Diakonia

ภายใต้โครงการ: Re-thinking Democracy – Trak

Disclaimer: This publication was produced with the financial support of Diakonia. Its contents are the sole responsibility of Ton Kla Indigenous Children and Youth Network (TKN) and Inter Mountain Peoples Education and Culture in Thailand Association (IMPECT) and do not necessarily reflect the views of Diakonia.

สนับสนุนกระบวนการฝึกอบรมโดย: