สายตาของรัฐบาล นักนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม นักอนุรักษ์ และตัวแทนชนเผ่าพื้นเมืองจากทั่วโลก กำลังจับจ้องไปยังการประชุมสมัชชากองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility Assembly: GEF Assembly) ที่เมืองซามาร์คันด์ ประเทศอุซเบกิสถาน ซึ่งจะเป็นเวทีสำคัญในการกำหนดทิศทางการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมโลกในช่วงปี 2026–2030 ภายใต้กรอบ GEF-9
การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีเจรจาเรื่องงบประมาณระดับโลก แต่ยังถูกมองว่าเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญของการเงินด้านสิ่งแวดล้อม ที่จะกำหนดว่าโลกจะสามารถรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศได้อย่างไรในทศวรรษข้างหน้า
หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือ การยกระดับบทบาทของ “ชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น” (Indigenous Peoples and Local Communities: IPLCs) ให้เป็นหนึ่งใน 6 ประเด็นยุทธศาสตร์หลักของ GEF-9 สะท้อนการยอมรับในระดับนานาชาติว่า การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมโลกไม่สามารถสำเร็จได้ หากปราศจากผู้ที่อาศัยและดูแลทรัพยากรธรรมชาติมาอย่างยาวนาน
พร้อมกันนี้ ยังมีข้อเสนอสำคัญด้านการจัดสรรงบประมาณ โดยมีเป้าหมายให้ อย่างน้อย 20% ของเงินทุนในโครงการที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพและการอนุรักษ์ ต้องส่งผลประโยชน์โดยตรงต่อชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น ซึ่งถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนจาก “การมีส่วนร่วมเชิงสัญลักษณ์” ไปสู่ “การเข้าถึงทรัพยากรอย่างเป็นรูปธรรม”

GEF คืออะไร และเหตุใดจึงสำคัญ
กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก หรือ Global Environment Facility (GEF) เป็นกลไกทางการเงินระหว่างประเทศที่สนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศกำลังพัฒนา ครอบคลุมทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ การฟื้นฟูระบบนิเวศ การจัดการมลพิษ และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
GEF ทำงานผ่านรอบการระดมทุนทุก 4 ปี หรือที่เรียกว่า “Replenishment” โดยประเทศผู้บริจาคจะร่วมกันกำหนดวงเงินสนับสนุนและทิศทางนโยบายสำหรับช่วงถัดไป ซึ่ง GEF-9 จะครอบคลุมช่วงปี 2026–2030
จับตาเงินทุน GEF-9 และบทบาทประเทศผู้บริจาค
หนึ่งในประเด็นสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การระดมทุนรอบใหม่จากประเทศผู้บริจาค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ในการระดมทุนรอบก่อนหน้า (GEF-8) เยอรมนียังคงเป็นประเทศที่สนับสนุนงบประมาณมากที่สุด สะท้อนบทบาทสำคัญของยุโรปในการขับเคลื่อนการเงินด้านสิ่งแวดล้อมโลก
การเจรจาใน GEF-9 จึงถูกจับตามองว่า ประเทศผู้บริจาคจะเพิ่มระดับการสนับสนุนหรือไม่ ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น และความต้องการเงินทุนของประเทศกำลังพัฒนาที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญคือการขยายบทบาทของภาคเอกชนผ่านกลไก “Blended Finance” ซึ่งเป็นการผสมผสานเงินทุนภาครัฐและเอกชน เพื่อเพิ่มขนาดการลงทุนในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ใครเข้าถึงเงินทุน GEF ได้ และบทบาทของ GEF Agencies
แม้ GEF จะเป็นกองทุนระดับโลก แต่ไม่ได้ให้เงินทุนโดยตรงแก่ผู้รับทุนรายย่อยหรือชุมชน การเข้าถึงเงินทุนต้องดำเนินผ่าน “GEF Agencies” ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับการรับรองให้ทำหน้าที่พัฒนาและบริหารโครงการ หน่วยงานเหล่านี้รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศและสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา เช่น United Nations Development Programme, United Nations Environment Programme, World Bank และ Food and Agriculture Organization รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ที่ได้รับการรับรองในระดับภูมิภาค
สำหรับชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น การเข้าถึงเงินทุนสามารถเกิดขึ้นได้ผ่านหลายช่องทาง เช่น การเป็นหุ้นส่วนในโครงการของรัฐบาล การร่วมออกแบบและดำเนินโครงการกับ GEF Agencies หรือการเข้าร่วมโครงการเฉพาะที่มุ่งสนับสนุนชุมชนโดยตรง
นิตยา เอียการนา ผู้อำนวยการสมาคม IMPECT และผู้ช่วยเลขาธิการสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ได้เข้าร่วมเวทีได้สะท้อนว่า
“ถือว่าเป็นการยกระดับชนเผ่าพื้นเมืองในกลุ่มผู้สนับสนุนเงินทุนว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการร่วมแก้ไขปัญหา แต่มีความกังวลว่า กลไกในการเข้าถึงทุนนั้นยังคงมีข้อจำกัดสำหรับชนเผ่าพื้นเมืองอย่างมาก และในระดับประเทศนั้นยังมีความขัดแย้งเรื่องที่ดินและทรัพยากร ดังนั้นทุนก้อนนี้จะกลายเป็นโอกาสสำหรับชนเผ่าพื้นเมือง หรือจะกลายเป็นเครื่องมือที่มาเสริมความเข้มแข็งของรัฐในการบังคับใช้กฎหมาย”

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อเรียกร้องสำคัญจากเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองทั่วโลกให้ปฏิรูประบบการเข้าถึงเงินทุน เพื่อให้ชุมชนสามารถเข้าถึงทรัพยากรได้โดยตรงมากขึ้น ลดความซับซ้อนของกระบวนการ และเพิ่มอำนาจการตัดสินใจของผู้ที่อยู่ในพื้นที่จริง
เมื่อชนเผ่าพื้นเมืองถูกยกระดับสู่ผู้เล่นหลักของ GEF-9
การกำหนดให้ชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นเป็นหนึ่งใน 6 ประเด็นยุทธศาสตร์หลักของ GEF-9 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่สำคัญ
นอกจากบทบาทเชิงนโยบายแล้ว ยังมีการผลักดันเป้าหมายเชิงปริมาณที่ชัดเจน โดยกำหนดให้ อย่างน้อย 20% ของเงินทุนในโครงการด้านความหลากหลายทางชีวภาพและการอนุรักษ์ ต้องสร้างผลประโยชน์โดยตรงต่อชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น
เป้าหมายดังกล่าวสะท้อนการยอมรับว่าชุมชนเหล่านี้เป็นผู้ดูแลพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในโลกหลายแห่ง และเป็นกลุ่มที่มีองค์ความรู้ดั้งเดิมซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการอนุรักษ์และการฟื้นฟูระบบนิเวศ
Safeguards: ประเด็นที่ไม่อาจมองข้าม
แม้โครงการด้านสิ่งแวดล้อมจะมีเป้าหมายเชิงบวก แต่ในหลายกรณีกลับมีความกังวลว่าโครงการอนุรักษ์บางประเภทอาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น หากขาดกระบวนการมีส่วนร่วมที่เหมาะสม
ด้วยเหตุนี้ ระบบคุ้มครองทางสังคมและสิ่งแวดล้อม (Environmental and Social Safeguards) จึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญในการเจรจา GEF-9 โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกัน ลด และจัดการผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการ
ตัวแทนชนเผ่าพื้นเมืองยังคงผลักดันให้มีการบังคับใช้หลักการ Free, Prior and Informed Consent (FPIC) อย่างเข้มงวด เพื่อให้ชุมชนมีสิทธิในการรับรู้ ให้ความเห็น และตัดสินใจก่อนการดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ของตน
จุดเปลี่ยนของการลงทุนสิ่งแวดล้อมโลก
ผลลัพธ์ของการประชุมที่ซามาร์คันด์จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุนสิ่งแวดล้อมโลกในอีก 4 ปีข้างหน้า ทั้งในแง่ของวงเงินสนับสนุน การจัดสรรทรัพยากร และรูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
คำถามสำคัญที่ยังเปิดอยู่ คือ เป้าหมาย 20% ของการจัดสรรผลประโยชน์ไปยังชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น จะถูกแปลงไปสู่กลไกที่เกิดขึ้นจริงได้มากน้อยเพียงใด และจะสามารถทำให้ชุมชนเข้าถึงเงินทุนและมีบทบาทในการตัดสินใจได้จริงหรือไม่
ท้ายที่สุด การประชุม GEF-9 อาจไม่ได้วัดความสำเร็จเพียงจากขนาดของเงินทุนที่ระดมได้ แต่จากคำตอบว่า โลกสามารถทำให้ “ผู้พิทักษ์ธรรมชาติในพื้นที่จริง” ได้รับการยอมรับ สนับสนุน และมีอำนาจในการกำหนดอนาคตของทรัพยากรโลกมากเพียงใด
