ช่วงเย็นของวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ในงานเปิดตัวรายงาน Local Biodiversity Outlooks 3 (LBO-3) ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า ชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นคือหัวใจสำคัญของการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการขับเคลื่อนกรอบงานคุณหมิง-มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก (KMGBF) ให้เกิดขึ้นจริง

รายงาน LBO-3 ได้หยิบยก 2 กรณีศึกษาสำคัญจากพื้นที่ดำเนินงานของ IMPECT เพื่อแสดงให้โลกเห็นถึงพลังของภูมิปัญญาท้องถิ่นและการทำงานร่วมกันของชุมชน

ก่อนกินข้าวต้องกินปลา รสอาหารมื้อแรกของเด็กปกาเกอะญอ (Before rice comes fish: how a tiny river fish became an ecological indicator of survival in Thailand)

: กรณีศึกษาปลารากกล้วยในฐานะดัชนีความสมบูรณ์ของลำน้ำ บ้านแม่ยางมิ้น จังหวัดเชียงราย

หลังมีแววหย่านมแม่ ในวันวัยขณะข้ามพ้นจากทารก มื้อแรกของเด็กน้อยปกาเกอะญอที่บ้านแม่ยางมิ้น ตำบลศรีถ้อย จังหวัดเชียงราย จะได้กินปลารากกล้วย (or Bana root fish in direct translation) บดก่อนลิ้มรสข้าวสุก ครอบครัวของพวกเขาเชื่อว่าการให้กินปลาก่อนข้าวจะทำให้เด็ก ๆ ได้เติบโตขึ้นมามีชีวิตร่นเย็นราบรื่น สามารถเอาชนะทุกอุปสรรคอย่างง่ายดายคล้ายปลาที่เป็นอิสระและเข้มแข็งในการทวนกับกระแสน้ำ

“ก่อนกินผู้ใหญ่จะใช้หางของปลาเข้าไปวนในปากก่อนป้อน คุณยายเคยบอกว่า เพื่อให้เด็กคุ้นชินกับกลิ่นปลา ถ้าโตขึ้นมาอย่างน้อยหาปลาได้ก็จะการันตีว่าชีวิตไม่มีวันอดตาย” มะลิวัลย์ เต๋จ๊ะ สตรีชนเผ่าพื้นเมืองเล่าชั่วขณะที่เจ้าตัวอยู่ในช่วงเวลารู้เห็นเหตุการณ์

มะลิวัลย์ เต๋จ๊ะ ผู้นำทีมวิจัยสตรีชุมชนบ้านแม่ยางมิ้น ตำบลศรีถ้อย จังหวัดเชียงราย ภาพ: ธวัชชัย ใจปวง เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง – IMN

แต่หากใช้ข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณา ปลารากกล้วยเป็นปลาน้ำจืดขนาดเล็กมีเนื้ออ่อนก้างน้อย โอกาสเสี่ยงต่ออาการก้างติดคอจึงน้อยด้วย ขณะเดียวกันก็ยังเป็นวัตถุดิบที่หาง่ายตามแหล่งน้ำในท้องถิ่น ยืนยันได้จากผลการสำรวจในรายงานศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพบ้านแม่ยางมิ้น โดยคณะวิจัยชุมชน พบว่า ร้อยละ 98 ของผู้ตอบแบบสำรวจ 171 คน รู้จักและมักพบเห็นปลารากกล้วย ในแหล่งน้ำลำห้วยตามธรรมชาติ การดำรงอยู่ของสัตว์น้ำชนิดนี้ จึงกลายเป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพของแหล่งน้ำของชุมชนโดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องมือวิทยาศาสตร์

แต่จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และสัญญาณเตือนโดยการมาเยือนของวิกฤตน้ำหลาก น้ำท่วม ดินสไลด์ที่เกิดขึ้นอย่างน้อย 4 ครั้งในรอบ 10 ปี จึงทำให้ชุมชนมีคำถามกับความหลากหลายทางชีวภาพรอบพื้นที่อาศัย และเป็นกังวลเรื่องขอบเขตการดูแลป่าชุมชน ซึ่งครอบคลุมอาณาเขต 6,544 ไร่ จากกว่า 1 หมื่นไร่ พวกเขาจึงได้ริเริ่มการกำหนดเขตอนุรักษ์สัตว์น้ำร่วมด้วยใน 6 จุด ตลอดเส้นทางที่แม่น้ำยางและลำห้วยสาขาไหลผ่านหมู่บ้าน

ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว ชาวปากเกอะญอชุมชนบ้านแม่ยางมิ้น จึงได้ร่วมกันจัดตั้งคณะวิจัยชุมชน นำโดยกลุ่มสตรีชนเผ่า ร่วมกับผู้ถือครององค์ความรู้ท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และเยาวชน เพื่อทำหน้าที่สำรวจ ติดตาม และบันทึกข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ ผ่านการใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่าง Mapeo เพื่อเก็บข้อมูลทั้งเชิงปริมาณ ความชุก ความเสี่ยงต่อการสูญเสียของพืช สัตว์ ตลอดระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา โดยมีปลากรากกล้วยร่วมเป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดที่ทำการติดตามอย่างต่อเนื่อง

แกนนำสตรีบ้านแม่ยางมิ้นกำลังใช้ Mapeo เพื่อเก็บข้อมูลทั้งเชิงปริมาณ ความชุก ความเสี่ยงต่อการสูญเสียของพืช สัตว์ ภาพ: ธวัชชัย ใจปวง เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง – IMN

ซึ่งจากการทดลองเก็บตัวอย่างแบบมีรูปแบบชัดเจนใน 5 สถานีศึกษา รวมทั้งสิ้น 35 ครั้ง (ครั้งละ 10 นาที) คณะวิจัยชุมชนสามารถบันทึกน้ำหนักสัตว์น้ำโดยรวมก่อนการคัดแยกปลารากกล้วยได้ 3,738 กรัม สำหรับปลารากกล้วยสามารถจัดเก็บตัวอย่างได้จากทุกสถานีที่มีการบันทึก ปริมาณสูงสุดต่อการจับ 1 ครั้ง คือ 9 ตัว และปริมาณต่ำสุดต่อการจับที่พบคือ 2 ตัว โดยขนาดใหญ่สุดที่บันทึกได้คือ 9 กรัม จนเมื่อถึงกระบวนการคัดแยกเหลือเพียงปลารากกล้วยแล้ว มีน้ำหนักที่จับและบันทึกได้รวมทั้งสิ้น 462 กรัม หรือคิดเป็นร้อยละ 12.36 จากการจับสัตว์น้ำทั้งหมด

ตัวอ่อนแมลงน้ำซึ่งเป็นแหล่งอาหารของปลาขนาดเล็ก (ขวา) ปลาลักกล้วย (หรือปลารากกล้วย) ภาพ: ทีมวิจัยชุมชน

ข้อมูลเหล่านี้ เมื่อรวมกับการติดตามพืช พรรณไม้ และสัตว์ชนิดอื่น ๆ แล้ว ชุมชนสามารถบันทึกพืชได้อย่างน้อย 186 ชนิด ประกอบด้วยไม้ยืนต้น 42 ชนิด ไม้พุ่ม 21 ชนิด สมุนไพรและพืชอาหาร 119 ชนิด รวมถึงพืชน้ำอีก 4 ชนิด มีประเภทของสัตว์ที่ถูกบันทึกมีไม่น้อยกว่า 66 ชนิด สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่โดยรอบชุมชน ยังคงหลงเหลือความหลากหลายทางชีวภาพอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง (ตามการคำนวณดัชนีความหลากหลายของซิมป์สัน: Simpson’s Diversity Index)

ชมนภัส ขุนวาส หนึ่งในสตรีชนเผ่าผู้ร่วมเป็นคณะวิจัยเล่าว่า การทำงานศึกษาความหลากหลายของชุมชน จะช่วยกำหนดแนวทางการดูแลและอนุรักษ์ทรัพยากรให้ยังคงอยู่ได้ต่อไปในอนาคต

“แม้ชุมชนเราจะมีการทำข้อตกลงกันเอง ทำข้อตกลงกับรัฐ เรื่องการแบ่งประเภทป่าใช้สอยกับป่าอนุรักษ์อย่างชัดเจน ซึ่งในเขตอนุรักษ์เราจะช่วยกันสอดส่องดูแลไม่ให้มีการใช้ประโยชน์ ไม่แม้แต่กระทั่งเด็ดผลของต้นไม้ รวมถึงประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ แต่ที่ผ่านมาเราไม่เคยทราบถึงความหลากหลายของทรัพยากรที่เรามีเลย การร่วมกันเก็บข้อมูลครั้งนี้ เพื่อบันทึกให้คนทุกรุ่นรู้ว่า บ้านเรายังมีพืช สมุนไพร สัตว์ชนิดไหนบ้างที่ควรร่วมกันดูแลใส่ใจ และมีประเภทไหนจำเป็นต้องอนุรักษ์อย่างจริงจัง”

แสงทอง ขุนวาส สตรีในคณะวิจัยชุมชน บ้านแม่ยางมิ้น ตำบลศรีถ้อย จังหวัดเชียงราย ภาพ: ธวัชชัย ใจปวง เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง – IMN

ขณะที่ แสงทอง ขุนวาส อีกหนึ่งสตรีในคณะวิจัยชุมชนยอมรับว่า ปัจจุบันสภาพความหลากหลายทางชีวภาพที่พบเจอในสายตาของเธอดูจะลดลง นั่นจึงเป็นเหตุผลให้การบันทึกและจัดทำข้อมูลเพื่อศึกษาชุมชนของตนเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ

“ด้วยความที่ทุกอย่างมันเสื่อมสภาพ ต้นไม้ พืช สัตว์มันลดลง เราเลยต้องทำการรักษาต่อเพื่อให้ลูกหลานของเราได้เห็น ได้กิน ได้ใช้ต่อไป ในส่วนของสัตว์น้ำที่เราจะอนุรักษ์ร่วมกันคือ ปลารากกล้วย และปลาพลวง เพราะการมีปลาสองชนิดนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าแหล่งน้ำของเรายังสมบูรณ์ สะอาด ปราศจากสารเคมี”

แม้ชุมชนจะไม่มีเอกสารสิทธิหรือสถานะความเป็นเจ้าของเหนือผืนป่าและแหล่งน้ำตามกฎหมายของรัฐ แต่สำหรับคนหมู่บ้านแม่ยางมิ้น การดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติไม่ใช่เรื่องของกรรมสิทธิ์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน อาหาร วิถีชีวิต และอนาคตของลูกหลานที่ยังต้องพึ่งพิงผืนป่าและสายน้ำเดียวกัน พวกเขาจึงต้องอยู่ร่วม ดูแล ในฐานะผู้อาศัยแม้ไม่ใช่เจ้าของป่า

ดั่งบทธาหรือลำเนาปกาเกอะญอของบ้านแม่ยางมิ้น ที่ถ่ายทอดส่งต่อบอกลูกหลานยกันมาว่า อย่าไปอวดบ้านเมืองของใคร อย่าไปอวดแหล่งน้ำของใคร ดูแลบ้านเมืองของตัวเอง ให้มีทั้งข้าวปลาไว้กินและมีเสื้อผ้าใส่

หมู่บ้านป่าเกี๊ยะ ชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ภาพ: อาฟู่ บะเชอะ เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง – IMN

ทะเบียนประวัติการใช้ที่ดิน : เครื่องมือยับยั้งกรณีพิพาท และกระบวนการการรับรองชุมชนในการจัดการและใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน  (Mapping peace: Indigenous land-use documentation in Thailand)

:กรณีศึกษา เครือข่ายลุ่มน้ำแม่ต๋ำ ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

ท่ามกลางพื้นที่ 387.5 ตารางกิโลเมตร ภูมิประเทศของตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ละลานตาด้วยภูเขาป่าไม้สลับซับซ้อน มีการแทรกตัวอยู่ของที่ราบลุ่ม รวมทั้งลุ่มน้ำแม่ต๋ำ ที่ตั้งที่อาศัยและพื้นที่เพาะปลูกของชุมชน แม้เพียงแค่ตำบลเดียว แต่ถูกซ้อนทับด้วยเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่ลาวฝั่งซ้าย อุทยานแห่งชาติศรีลานนา อุทยานแห่งชาติดอยหลวง รวมถึงพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิของประชาชน

พื้นที่ 1 ตำบล 28 หมู่บ้านบนจุดเหนือสุดของจังหวัดในแผนที่ประเทศไทย ส่วนหนึ่งเป็นที่อาศัยของชุมชนชนเผ่าพื้นเมือง ครอบคลุมทั้งปกาเกอะญอ ลาหู่ อาข่า และชาวจีนยูนนาน แม้แต่ละหมู่บ้านจะมีภาษาและวัฒนธรรมแตกต่างกัน  แต่เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนเรื่องพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน และพื้นที่ใช้ประโยชน์ ทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างรัฐกับชุมชน และระหว่างชุมชนด้วยกันเอง

นรฤทธิ์ รักก้าวหน้า ผู้นำชุมชนลาหู่ ผู้ใหญ่บ้านห้วยชมภู ตำบลท่าก๊อ ย้อนให้ฟังถึงเรื่องราวในอดีตว่า จากการดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านมาเป็นปีที่ 10 ในช่วงแรก ๆ ภารกิจที่เข้ามาให้แก้ไขมากที่สุดคือ การระงับข้อพิพาทเรื่องพื้นที่เกษตรที่ดินทำกินของชาวบ้านด้วยกันเอง

“2 ปีแรกของผมนี่ ต้องเอาแต่ไปช่วยไกล่เกลี่ยปัญหาระหว่างชาวบ้าน บางคนไปปลูกข้าวโพดล้ำที่คนอื่น บางคนอ้างว่าตัวเองเป็นเจ้าของพื้นที่อีกคน ปัญหาของการไม่มีข้อพิสูจน์เรื่องที่ดินทำกินกลายเป็นต้นตอความขัดแย้งในชุมชน ทำให้เราไม่สามารถสร้างความเข้มแข็งหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในหมู่บ้านได้ ถ้าเรื่องแบบนี้ยังคาราคาซัง”

นรฤทธิ์ รักก้าวหน้า ผู้นำชุมชนลาหู่ ผู้ใหญ่บ้านห้วยชมภู ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ภาพ: อาฟู่ บะเชอะ เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง – IMN

ขณะที่สตรีชาวอ่าข่า พิกุล เยเบียง ร่วมชี้ให้เห็นว่านอกจากปัญหากระทบกันระหว่างครัวเรือนแล้ว ยังมีปัญหาการปลูกพืชผลบนพื้นที่ทับซ้อนกับแนวเขตรัฐ ซึ่งมีความเสี่ยงจะถูกเจ้าหน้าที่จับกุม

“ที่ผ่านมาทำการเกษตรแบบไม่มีความสุขเลย ระแวงตลอดเวลา วันดีคืนดีข้าวโตจนออกรวงแล้วถูกจับก็ยังเคยเห็น แล้วถ้าพวกเราเข้าไร่เข้าพื้นที่แบบมีแต่ผู้หญิงยิ่งจะกังวลกันเป็นพิเศษ เรียกว่ากลัวเลยก็ได้”

พิกุล เยเบียง แกนนำสตรีอ่าข่า ภาพ: อาฟู่ บะเชอะ เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง – IMN

ทว่าในวันนี้ เมฆหมอกแห่งความสิ้นหวังเริ่มสลายตัวลง เมื่อชุมชนนำร่อง 10 หมู่บ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่อาศัยของชนเผ่าพื้นเมือง ตัดสินใจลุกขึ้นมาจัดการพื้นที่ทำกินตนเองด้วยการจัดทำทะเบียนประวัติการใช้ที่ดิน ภายใต้ความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาสังคม กระบวนการนี้เริ่มต้นจากการจุดประกายความคิด หลอมรวมความต้องการ และเปิดเวทีประชุมทำความเข้าใจ ก่อนจะตั้งคณะกรรมการชุมชนขึ้นมาจับมือกันเดินเท้าสำรวจแปลงที่ดิน ข้อมูลภาคสนามเหล่านั้นถูกนำมาถักทอเข้ากับเทคโนโลยีระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เพื่อสร้างเส้นแบ่งทางนิเวศและวัฒนธรรมให้แจ่มชัด ทั้งแนวเขตป่าอนุรักษ์ ป่าวัฒนธรรมพิธีกรรม และป่าใช้สอยสาธารณะ เมื่อผ่านการรับรองจากมติประชาคมของคนทั้งหมู่บ้าน จึงนำไปสู่ขั้นตอนการรังวัดรายแปลงอันเป็นหัวใจสำคัญ โดยมีเงื่อนไขว่า เจ้าของแปลงต้องเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับผู้ใหญ่บ้าน ตัวแทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ และกำนัน เพื่อชี้พิกัดและร่วมรับรองข้อมูลขั้นต้น ก่อนจะนำไปทาบเทียบกับภาพถ่ายดาวเทียม

มานพ บุญยืนกุล กำนันตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย กำลังถือเอกสารทะเบียนประวัติการใช้ที่ดิน ภาพ: อาฟู่ บะเชอะ เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง – IMN

เมื่อได้รับข้อมูลทั้งหมดแล้ว ชุมชนจะประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้มีการรับรองเอกสาร ซึ่งจะส่งมอบให้กับเจ้าของแปลงต่อไป แม้จะเข้าใจตรงกันเป็นอย่างดี ว่าการจัดทำแผนที่ชุมชนและทะเบียนประวัติจะไม่มีผลทางกฎหมาย ไม่สามารถรับรองสิทธิและความเป็นอยู่ในที่ดินทำกินและพื้นที่อาศัยของตนได้ แต่กระบวนการยังคงเดินหน้าต่อไป โดยข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง[1]บันทึกได้ว่า มีการออกเอกสารดังกล่าวแล้ว 4,346 ฉบับ ให้กับชุมชนใน 10 หมู่บ้าน

สันติกุล จือปา รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าก๊อ ร่วมยืนยันว่า การจัดทำเอกสารทะเบียนประวัติการใช้ที่ดิน เป็นประโยชน์กับการบริหารจัดการทั้งความสัมพันธ์ และความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นกับชุมชน

“หน่วยงานท้องถิ่นได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้อย่างมาก เพราะการทำทะเบียนประวัติและแผนที่ชุมชน จะช่วยป้องกันการขยายแนวเขตหรือบุกรุกพื้นที่เพิ่ม และช่วยการเฝ้าระวังป้องกันภัยธรรมชาติ ในช่วงสามปีที่ผ่านมาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้ข้อมูลตรงนี้ในการวางแผน แก้ไขปัญหาต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรม และพยายามที่จะผลักดันให้เกิดเป็นเทศบัญญัติของตำบลต่อไปด้วย”

สันติกุล จือปา รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ภาพ: อาฟู่ บะเชอะ เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง – IMN

สำหรับชุมชนบ้านห้วยชมภู ผลลัพธ์ที่เห็นชัดที่สุดคือ ข้อพิพาทระหว่างครัวเรือนลดลงถึงร้อยละ 95 ตามปากคำของผู้นำชุมชน เมื่อแต่ละครอบครัวเริ่มเข้าใจแนวเขตพื้นที่ใช้ประโยชน์ของตนเอง แม้ยังมีบางกรณีที่ต้องปรับความเข้าใจเมื่อเกิดการเปลี่ยนผ่านการถือครองจากรุ่นสู่รุ่น แต่ความขัดแย้งที่เคยเกิดขึ้นเป็นประจำ ไม่ได้กลายเป็นอุปสรรคหลักของชุมชนอีกต่อไป

ในขณะเดียวกัน ข้อมูลจากทะเบียนประวัติการใช้ที่ดินยังช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงกระบวนการขึ้นทะเบียนและการขอรับรองมาตรฐานผลผลิตทางการเกษตรได้ง่ายขึ้น เนื่องจากมีข้อมูลพิกัดและรายละเอียดพื้นที่ทำกินที่ชัดเจน แม้เอกสารดังกล่าวจะยังไม่ได้รับรองโดยหน่วยงานป่าไม้โดยตรงก็ตาม

สำหรับชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองในตำบลท่าก๊อ การจัดทำทะเบียนประวัติการใช้ที่ดินจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการสร้างแผนที่หรือฐานข้อมูล แต่เป็นความพยายามในการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน พื้นที่ และทรัพยากรธรรมชาติขึ้นใหม่ ภายใต้บริบทของชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

ท่ามกลางนโยบายป่าไม้และพื้นที่อนุรักษ์ที่ยังดำเนินต่อไป กระบวนการดังกล่าวกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้ชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองสามารถจัดการพื้นที่ใช้ประโยชน์ ลดข้อพิพาท และรักษาความสัมพันธ์กับทรัพยากรธรรมชาติของตนเอง ผ่านข้อมูลที่ชุมชนมีส่วนร่วมสร้างขึ้นด้วยตนเอง

ซึ่งต่อจากนี้พวกเขาหวังว่า ทะเบียนประวัติการใช้ที่ดิน จะเป็นอีกเครื่องมือในการนำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาในที่ดินทำกิน หรืออย่างน้อยทำให้หน่วยงานของรัฐในฐานะกำกับนโยบาย พิจารณารับรองการบริหารจัดการพื้นที่และใช้ประโยชน์ในทรัพยากรบนฐานการมีส่วนร่วมโดยชุมชน ในรูปแบบ “สิทธิหน้าหมู่”

ก้าวต่อไปบนผืนดินเดิมแห่งนี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของคนในตำบลท่าก๊อ หากแต่เป็นพื้นที่รูปธรรมในการบริหารจัดการทรัพยากรชุมชนที่พื้นที่อื่นๆ นำไปประยุกต์ใช้ได้ อีกทั้งยังเป็นแนวให้หน่วยกำกับนโยบายของรัฐตระหนักถึงบทบาทของชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองในฐานะผู้ร่วมพิทักษ์และพัฒนา ที่พร้อมเฝ้าระวังและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ รวมถึงวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่กำลังทวีความรุนแรงในปัจจุบัน และท้ายที่สุด สิ่งสำคัญคือการเปิดพื้นที่ให้เกิดกลไกการบริหารจัดการร่วมระหว่างรัฐและชุมชน เพื่อสนับสนุนกระบวนการจัดทำทะเบียนประวัติการใช้ที่ดินและแผนที่ชุมชน ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดข้อพิพาทด้านทรัพยากรธรรมชาติ และส่งเสริมการจัดการพื้นที่โดยชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองในพื้นที่ป่าทับซ้อน เพื่อให้ชนเผ่าพื้นเมืองสามารถสืบสานวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมในการดูแลป่าได้อย่างสง่างาม สอดคล้องกับปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง ที่มุ่งหวังจะเห็นผืนดินและวิถีวัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมืองได้รับการปกป้องเคียงคู่ไปกับผืนป่าอย่างยั่งยืนต่อไป 

คณะผู้เขียน

  • นายณพพล ไม้ปลวง, เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง (Indigenous Media Network)
  • กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง/ปกาเกอะญอ จากบ้านแม่ยางมิน
  • สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (IMPECT)

สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดใน LBO3 (มีภาษาอังกฤษ สเปน และฝรั่งเศส)

Before rice comes fish: how a tiny river fish became an ecological indicator of survival in Thailand (https://localbiodiversityoutlooks.net/tiny-river-fish-thailand/)

Mapping peace: Indigenous land-use documentation in Thailand (https://localbiodiversityoutlooks.net/indigenous-land-use-documentation-thailand/).

#LBO3 #COP17 #Yerevan #IMPECT#PGIS #เครือข่ายลุ่มน้ำแม่ต๋ำ #อบต.ท่าก๊อ #บ้านแม่ยางมิ้น #PGIS #ICCA #ITTs #CBD #Article8j #FPIC #ชนเผ่าพื้นเมือง #IPs #FPP #IKI #Pathways #TransformativePathways #IndigenousPeoples #IndigenousThailand


[1] สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท.) และองค์การบริหารส่วนตำบลท่าก๊อ