โดย: สุพจน์ หลี่จา
เมล็ดพันธุ์ไม่ใช่แค่พืชที่เอาไว้ปลูก แต่คือจุดเริ่มต้นของวิถีชีวิต ความเชื่อ วัฒนธรรม และความมั่นคงทางอาหารที่ส่งต่อมาจากบรรพบุรุษ การรักษาพันธุ์พืชพื้นบ้านบนพื้นที่สูง คือการเดินตาม “รอยเท้าพ่อ” เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ให้เราได้ อยู่พอดี กินพอดี แต่วันนี้ วิถีการแบ่งปันและความเป็นอยู่ของพี่น้องชาติพันธุ์ กำลังเผชิญความกังวลครั้งใหญ่จากข้อเสนอ UPOV 1991 ที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรคนตัวเล็กคนน้อย
เมล็ดพันธุ์: มรดกบรรพบุรุษ และความเอื้ออาทรของชนเผ่า
วันหยุดที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปเยี่ยมพี่น้องเกษตรกรบนดอย ฟังเรื่องราว และวิถีการเกษตร พันธุ์พืชต่างๆ ที่ปลูกอยู่ สัมผัสได้ถึงความภาคภูมิใจในอาชีพ และความสามารถในการเก็บรักษาและขยายเมล็ดพันธุ์ที่เป็นมรดกสืบทอดมาจากบรรพบุรุษมาอย่างยาวนาน

การแบ่งปันความรักด้วยเมล็ดพันธุ์ที่ส่งมอบต่อกันเมื่อเราไปเยี่ยมเยียนญาติต่างถิ่นและต่างเผ่าพันธุ์ คือความงดงามของการอยู่ร่วมกันในวิถีชนเผ่าชาติพันธุ์
เมล็ดพันธุ์คือแหล่งกำเนิดวิถีความเชื่อและวัฒนธรรมที่ส่งต่อมาจากบรรพบุรุษ เพราะเมล็ดพันธุ์คือจุดเริ่มต้นของการสร้างและรักษาฐานความมั่นคงทางอาหาร การรักษาพันธุ์พืชพื้นบ้านคือการดำรงไว้ซึ่งวิถีชีวิต วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างการอยู่พอดี กินพอดี บนพื้นที่สูง แนวทางตามแนวพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ ๙ เดินตาม “รอยเท้าพ่อ” เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง
ความกังวลบนยอดดอย เมื่อ UPOV 1991 กำลังเข้ามา
หลายเดือนมานี้ ชุมชนชาติพันธุ์มีความกังวลมากเหลือเกินกับสถานการณ์ต่างๆ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีการประโคมข่าวและส่งผลต่อการดำเนินวิถีชีวิตและระบบการเกษตรซึ่งเป็นมาตลอด แต่ที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับเกษตรกรโดยตรง คือการที่รัฐบาลจะผลักดันให้ประเทศไทยแก้ไขกฎหมายให้เป็นไปตาม UPOV 1991 (อนุสัญญาคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ฉบับปี 1991)

ในความเป็นจริง ประเทศไทยเรามี พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ที่ออกแบบมาอย่างสมดุลอยู่แล้ว เพื่อยอมรับสิทธิของเกษตรกรในการเก็บ แลกเปลี่ยน และใช้เมล็ดพันธุ์
แต่ UPOV (International Union for the Protection of New Varieties of Plants) หรือ สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ก่อตั้งขึ้นในปี 1961 โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ผ่านระบบสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ที่กำจัดสิทธิของเกษตรกร
เมล็ดพันธุ์ คือรากฐานของความมั่งคั่งยั่งยืนของชนเผ่า แต่ทุนใหญ่ระดับโลกกำลังทำทุกวิถีทาง ในการครอบครองเมล็ดพันธุ์ที่เป็นสมบัติของทุกคนไปเป็นของตนเอง
4 ผลกระทบใหญ่ หาก UPOV 1991 ถูกใช้จริง
หากสถานการณ์เลวร้าย รัฐบาลทำทุกวิถีทางในการแก้กฎหมายให้เป็นไปตาม UPOV 1991 จริง เกษตรกรชาติพันธุ์อาจมีความยุ่งยากและลำบากมากขึ้นในการทำเกษตร เพราะ:
- ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ทุกปี เมล็ดพันธุ์แพงขึ้น ต้นทุนสูงขึ้น เมื่อบริษัทผูกขาดได้ยาวนานขึ้น ราคาก็สูงขึ้นตาม เกษตรกรรายย่อยที่ทุนน้อยอยู่แล้วจะยิ่งแข่งขันไม่ได้ เกษตรกรจะอยู่อย่างไร มีแต่จนลงๆ
- การแลกเปลี่ยนแบ่งปันเมล็ดพันธุ์อาจทำกันไม่ได้ การเอาเมล็ดพันธุ์ไปแบ่งเพื่อนบ้าน แลกกับญาติพี่น้อง หรือส่งต่อให้ลูกหลาน ซึ่งเป็นวิถีที่ทำกันมาชั่วอายุคน จะทำไม่ได้อีกต่อไป การแสดงความรัก ความเอื้ออาทรต่อกัน และความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันจะหายไป
- พันธุ์พืชท้องถิ่นของเราถูกเอาไปใช้ฟรี (ข้อที่เจ็บที่สุด) บริษัทสามารถเอาพันธุ์พืชพื้นบ้านของไทย ไปเป็น “วัตถุดิบ” ในการพัฒนาพันธุ์ใหม่ แล้วจดทะเบียนเป็นของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องแบ่งปันผลประโยชน์กลับมาให้ชุมชนเจ้าของพันธุ์เดิม พูดง่ายๆ คือ พันธุ์ก็ของเรา แต่พอเขาเอาไปปรับปรุงนิดหน่อย กลับกลายเป็นของเขา แล้วเราต้องซื้อคืน
- ความหลากหลายทางอาหารจะหายไป เราจะมีอาหารกินเพียงไม่กี่อย่าง และระบบนิเวศทางอาหารจะเสียหายไป
เรื่องเหล่านี้จึงเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญสำหรับชนเผ่ามาก เพราะ UPOV 1991 จะทำลายจิตวิญญาณ ความเชื่อ ความสมดุล ความมั่นคงทางอาหาร และสิทธิของชุมชนไปในที่สุด
